kbkj

“สูบบุหรี่ไฟฟ้า” เสี่ยงโรคปอดอักเสบรุนแรง

บนสังคมออนไลน์ มีการกระจายข้อมูลข่าวสารแบบผิด ๆ ว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้าไม่อันตรายต่อสุขภาพ และเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการสูบบุหรี่มวน อย่างไรก็ตาม มีรายงานพบผู้ป่วยโรคปอดอักเสบรุนแรง โดยมีสาเหตุมาจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเกิดมาจากการที่ผู้ป่วยเข้าใจผิดว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าไม่เป็นอันตราย วันนี้คลินิกเวชกรรมใกล้บ้านใกล้ใจ จะมาแบ่งปันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอันตรายจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ให้ทุกคนในชุมชนได้ทราบกัน กรมควบคุมโรค ย้ำ บุหรี่ไฟฟ้า อันตรายต่อสุขภาพ จากการเฝ้าระวังข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่ในประเทศไทย พบว่า ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่จำหน่ายในท้องตลาด มีส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย และบางยี่ห้อไม่สามารถระบุสารตั้งต้นในการผลิตได้ อีกทั้งยังมีการโฆษณาสรรพคุณเกินจริง รวมถึงบิดเบือนข้อมูลว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งปัญหานี้ อาจนำไปสู่การเข้าใจผิด และทำให้ประชาชนหันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น กรมควบคุมโรค ย้ำว่า การใช้บุหรี่ไฟฟ้า สามารถส่งผลให้เกิดโรคและปัญหาสุขภาพได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคปอดอักเสบรุนแรง ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการไข้ หนาวสั่น ไอ หายใจลำบาก ปวดเมื่อยตามตัว รวมถึงอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย เป็นต้น หากผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้า หรือผู้ที่สูดดมควันของบุหรี่ไฟฟ้าเป็นประจำมีอาการดังที่กล่าวมาข้างต้น กรมควบคุมโรค แนะนำว่าให้รีบเข้าพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทันที บุหรี่ไฟฟ้า ‘ไม่ใช่’ สินค้าทางเลือก ในการช่วยเลิกสูบบุหรี่ กรมควบคุมโรค …

“สูบบุหรี่ไฟฟ้า” เสี่ยงโรคปอดอักเสบรุนแรง Read More »

น้ำตาลในเลือดสูง หนึ่งในสาเหตุอาการปลายนิ้วชา พบบ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน

จากการที่สังคมไทยปัจจุบัน มีความตึงเครียด เร่งรีบ ความกดดันต่าง ๆ ทำให้คนไทย หันมาบริโภคอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอาหารที่มีรสชาติหวาน พี่น้องในชุมชนรู้หรือไม่? จากสถิติในปี พ.ศ. 2560 พบว่า ประเทศไทยมีผู้ที่เป็นเบาหวาน 4.4 ล้านคน มากขึ้นทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวัยรุ่น และวัยทำงาน ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีโอกาสมีอาการปลายนิ้วชามากกว่า นพ.ชัยชาญ ดีโรจนวงศ์ อดีตนายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ด้านเวชกรรม สาขาอายุรกรรม โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวาน (อ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับโรคเบาหวาน ที่นี่) อาจเกิดภาวะเสียหายกับเส้นประสาทบริเวณมือและเท้า นำไปสู่อาการชาปลายนิ้ว บริเวณนิ้วมือหรือนิ้วเท้าได้ ซึ่งอาการดังกล่าว พบในผู้ป่วยเบาหวานมากกว่าผู้ที่ไม่เป็นโรคเบาหวาน วิธีการป้องกัน-รักษา ภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังในผู้ป่วยเบาหวาน ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ รับการตรวจปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน เช่น ไขมันคลอเลสเตอรอล ไขมันไตรกลีเซอไรด์ งดการสูบบุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม อ้างอิง: กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (ข้อมูล ณ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2565)

ลอยกระทงอย่างปลอดภัย “ไม่เมา ไม่เก็บ ไม่ปล่อยเด็กตามลำพัง”

พี่น้องในชุมชนรู้หรือไม่? กิจกรรมลอยกระทง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่นำไปสู่การเสียชีวิตมากถึง 60 ราย ตลอดช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา วันนี้ คลินิกเวชกรรมใกล้บ้านใกล้ใจจะมาแบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยชน์ รวมถึงข้อควรปฏิบัติที่ควรทำตาม เพื่อลอยกระทงอย่างปลอดภัยให้ทุกคนได้ทราบกัน อุบัติเหตุจมน้ำเสียชีวิตในวันลอยกระทง ระหว่างปี 60-64 นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เผย กิจกรรมวันลอยกระทง อาจมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุจมน้ำเสียชีวิตได้ โดยสถานการณ์การจมน้ำในช่วงวันลอยกระทง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2560-2564) จากข้อมูลมรณบัตร กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่า เฉพาะในวันลอยกระทงวันเดียว มีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำ 60 คน เฉลี่ยปีละ 12 คน ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงหลังวันลอยกระทงเพียง 1 วัน ของแต่ละปี พบว่ามีอัตราการจมน้ำเสียชีวิตสูงมากกว่าวันลอยกระทงถึง 1 – 2 เท่า กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด คือ 45 – 59 ปี (ร้อยละ …

ลอยกระทงอย่างปลอดภัย “ไม่เมา ไม่เก็บ ไม่ปล่อยเด็กตามลำพัง” Read More »

กรมอนามัย เผย เด็กไทยติดเครื่องดื่มชงรสหวาน แนะ ทุกภาคส่วนจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการลดการบริโภคน้ำตาลในเด็ก

​เครื่องดื่มรสหวาน ไม่ว่าจะเป็นนม น้ำอัดลม หรือน้ำผลไม้ต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นของโปรดที่เด็ก ๆ ชอบดื่ม อย่างไรก็ตาม การดื่มเครื่องดื่มที่มีความหวานมาก ๆ ก็มาพร้อมกับการบริโภคน้ำตาลที่สูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบที่ไม่ดีต่อสุขภาพเด็กในระยะยาว วันนี้ คลินิกเวชกรรมใกล้บ้านใกล้ใจ จะมาแบ่งปันเนื้อหาสาระดี ๆ เกี่ยวกับการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานในเด็กและเยาวชน และวิธีการที่ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว และโรงเรียนสามารถทำได้ เพื่อช่วยกันควบคุมพฤติกรรมการบริโภคของบุตรหลาน เพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดี ข้อมูลการบริโภคเครื่องดื่มชง ปี 64 โดยกรมอนามัย เมื่อแยกตามกลุ่มอายุ และความถี่ในการดื่ม พบว่า เด็กไทย ช่วงอายุ 6 – 14 ปี ร้อยละ 25 และช่วงอายุ 15 – 24 ปี ร้อยละ 24.9 ดื่ม 1 – 2 วัน/สัปดาห์ แนะโรงเรียน โรงอาหาร ร้านค้า จำหน่ายเครื่องดื่ม ที่มีรสชาติหวานน้อย …

กรมอนามัย เผย เด็กไทยติดเครื่องดื่มชงรสหวาน แนะ ทุกภาคส่วนจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการลดการบริโภคน้ำตาลในเด็ก Read More »

เช็กก่อนแชร์: การโกหกบ่อย ๆ ส่งผลให้สมองส่วน Amygdala ทำงานน้อยลง จริงหรือไม่ ?

ประเด็นที่ว่า การโกหกบ่อย ๆ ทำให้สมองส่วน Amygdala ซึ่งเป็นสมองส่วนที่เกี่ยวกับระบบความจำ และการตอบสนองโดยความรู้สึก ทำงานน้อยลง ได้กลายมาเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันบนสังคมออนไลน์ ว่าการโกหกนั้น ส่งผลต่อสมองจริงหรือไม่ วันนี้ คลินิกเวชกรรมใกล้บ้านใกล้ใจ จะมาแบ่งปันข้อมูล และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ให้ทุกคนได้ทราบกัน ข้อมูลจากกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ ทางสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ทำการตรวจสอบ และให้ข้อมูลว่า ไม่มีการศึกษาใดที่มีหลักฐานมากเพียงพอว่า การโกหกบ่อย ๆ จะทำให้สมองส่วนนี้หรือแม้กระทั่งสมองส่วนอื่น ๆ ทำงานน้อยลง ทั้งนี้ ความรู้สึกผิดหลังการโกหกเองก็เป็นเพียงความสำนึกคิดเฉพาะตน ซึ่งเกี่ยวข้องกับจริยธรรมในใจของแต่ละบุคคล ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยการทำงานของสมองเพียงอย่างเดียว เช็กก่อนแชร์ทุกครั้ง ลดการแบ่งปันข้อมูลข่าวสารปลอม หลังรู้ข้อเท็จจริงประเด็นดังกล่าวแล้ว ขอความร่วมมือทุกคนในชุมชน ไม่ส่งต่อชุดความคิดนี้ให้คนใกล้ตัว รวมถึงบอกเล่าถึงข้อเท็จจริงแก่พี่น้องในชุมชนที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว อ้างอิง: ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (ข้อมูล ณ วันที่ 19 ตุลาคม …

เช็กก่อนแชร์: การโกหกบ่อย ๆ ส่งผลให้สมองส่วน Amygdala ทำงานน้อยลง จริงหรือไม่ ? Read More »

เช็กก่อนแชร์: เล็บเหลือง เป็นสัญญาณของโรคเบาหวาน โรคปอด โรคไทรอยด์ จริงหรือไม่?

โรคบางโรค อาจมีอาการแสดงออกมาอย่างชัดเจน ทำให้เรารู้ว่าเรากำลังป่วย และทำการรักษาได้อย่างตรงจุด แต่อย่างไรก็ตาม การมีชุดความคิดว่า อาการแบบนี้ คือป่วยโรคนี้แน่ ๆ ก็ไม่ใช่ชุดความคิดที่ดีเสมอไป เนื่องจากเราอาจเกิดความเข้าใจผิด และคาดการณ์การเจ็บป่วยของเราผิดได้ จากประเด็นที่มีการพูดถึงบนสังคมออนไลน์ว่า เล็บเหลือง เป็นสัญญาณของโรคเบาหวาน โรคปอด โรคไทรอยด์ เป็นเรื่องจริงหรือไม่ วันนี้คลินิกเวชกรรมใกล้บ้านใกล้ใจของเรามีคำตอบมาแบ่งปันให้ทุกคนในชุมชนได้ทราบกัน ! กรมการแพทย์ เผย ประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลว่า การมีเล็บสีเหลืองไม่ได้เป็นสัญญาณเตือนของโรคเบาหวาน โรคปอด และโรคไทรอยด์ โดยกลุ่มโรคเล็บเหลือง (Yellow Nail Syndrome) จะมีอาการเล็บเป็นสีเหลืองทุกเล็บ จะเป็นโรคที่พบร่วมกับทางเดินน้ำเหลืองที่มีการอุดตัน ทำให้เกิดแขนหรือขาบวม และมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด หรือการอักเสบของหลอดลม และไซนัสได้ เล็บแบบไหน คือเล็บสุขภาพดี? อย่างไรก็ตาม เล็บที่มีสุขภาพดี คือเล็บที่มีสีออกชมพูจาง ๆ จากสีผิวของเนื้อใต้เล็บ มีพื้นผิวเรียบ ผิวหนังรอบเล็บมีความแข็งแรงและเล็บมีความหนาไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป หากเล็บมีลักษณะแตกต่างไปจากนี้อาจเป็นสัญญาณบอกโรคได้ เช่น: โรคเชื้อรา: เล็บจะหนาขึ้น และมีสีเปลี่ยนไปเป็นสีเหลือง ขาว …

เช็กก่อนแชร์: เล็บเหลือง เป็นสัญญาณของโรคเบาหวาน โรคปอด โรคไทรอยด์ จริงหรือไม่? Read More »

เรียนรู้วิธีการสังเกตเพื่อตรวจคัดกรอง มะเร็งเต้านม สาเหตุเสียชีวิตอันดับ 1 ของหญิงไทย

แม้ว่ามะเร็งเต้านมจะเป็นโรคที่อันตราย และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับ 1 ของหญิงไทย แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยในปัจจุบัน โรคดังกล่าว สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากผู้ป่วยได้รับการตรวจวินิจฉัย พบเซลล์มะเร็ง และเริ่มรับการรักษาอย่างทันท่วงที วันนี้ คลินิกเวชกรรมใกล้บ้านใกล้ใจ จะมาแบ่งปันข้อเท็จจริงต่าง ๆ เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม ตลอดจนวิธีการสังเกตร่างกายตนเอง เพื่อคัดกรองมะเร็งเต้านม และทำการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมะเร็งเต้านม มะเร็งเต้านม เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของหญิงไทย ซึ่งสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติในปี 2559 – 2561 พบว่า มีอัตราการเกิดโรคมะเร็งเต้านม อยู่ที่ 34.2 รายต่อประชากร 1 แสนคน หรือ 17,043 รายต่อปี และคาดว่าน่าจะมีจำนวนเพิ่มมากกว่า 22,000 ราย ในปีถัดไป ดังนั้น มะเร็งเต้านมจึงเป็นโรคที่เราควรให้ความใส่ใจ เพื่อลดโอกาสที่จะเสียชีวิตจากมะเร็งชนิดนี้ มะเร็งเต้านมมักเกิดในเพศหญิงเป็นส่วนใหญ่ แต่อย่างไรก็ตาม ก็สามารถเกิดได้ในเพศชายเช่นกัน ทว่า มีโอกาสพบเพียงประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านม อายุที่เพิ่มมากขึ้น การมีประจำเดือนมาเร็วก่อนอายุ 12 …

เรียนรู้วิธีการสังเกตเพื่อตรวจคัดกรอง มะเร็งเต้านม สาเหตุเสียชีวิตอันดับ 1 ของหญิงไทย Read More »

เช็กก่อนแชร์: ดื่มเหล้าติดต่อกัน 7 วัน เสริมสร้างภูมิคุ้มกันจริงหรือไม่

หลายคนอาจเคยได้ยินประโยคที่ว่า “เหล้ามีแอลกอฮอล์ สามารถฆ่าเชื้อได้” ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นการพูดเล่น แต่พอได้ยินบ่อยครั้ง ก็อาจจะหลงเชื่อได้จริง และจากที่มีประเด็นบนสังคมออนไลน์ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ว่า การดื่มเหล้าติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน สามารถเสริมภูมิคุ้มกันได้ เป็นเรื่องจริงหรือไม่? คลินิกเวชกรรมใกล้บ้านใกล้ใจ จะมาแบ่งปันข้อมูลความรู้เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ให้ทุกคนในชุมชนได้ทราบกัน จริงหรือไม่? ดื่มเหล้าติดต่อกัน 7 วัน เสริมภูมิคุ้มกันได้ จากประเด็นบนสังคมออนไลน์ที่ว่า การดื่มเหล้าติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน จะสามารถช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายได้ และหากดื่มขณะตั้งครรภ์ จะช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพของคุณแม่ได้ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดื่มสุรา นอกจากจะไม่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแล้ว การดื่มสุราเป็นประจำยังคงทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง เม็ดเลือดขาวทำงานเพื่อฆ่าเชื้อโรคในร่างกายได้ไม่เต็มที่ ทั้งยังมีโอกาสติดเชื้อต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ หากดื่มสุรามาก ๆ เป็นเวลานาน จะทำให้เกิดพิษต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น เกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ สมองเสื่อม ความคิดความจำบกพร่อง เกิดไขมันสะสมในตับ …

เช็กก่อนแชร์: ดื่มเหล้าติดต่อกัน 7 วัน เสริมสร้างภูมิคุ้มกันจริงหรือไม่ Read More »

เคล็ด(ไม่)ลับ สุขกายสบายใจ: อ่านหนังสือก่อนนอน มีประโยชน์อย่างไร?

ด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้หลายคนส่งท้ายวันด้วยการนอนเล่นมือถือบนเตียงนอนในห้องมืด ๆ และก็ทำเช่นนั้นทุกวันจนกลายเป็นอีกหนึ่งกิจวัตรประจำวัน วันนี้ คลินิกเวชกรรมใกล้บ้านใกล้ใจ ขอเชิญชวนทุกคนเปลี่ยนบรรยากาศ มา “อ่านหนังสือ” ก่อนนอนกัน เนื่องจากว่าการอ่านหนังสือก่อนนอนมีประโยชน์ที่ซ่อนอยู่ มากกว่าที่คุณคิด ! มีอะไรบ้าง มาดูกันเลย 1. นอนหลับสบาย คลายความเครียด การอ่านหนังสือก่อนนอน (โดยเฉพาะในเรื่องที่เราสนใจ) จะทำให้เราหลุดเข้าไปในโลกอีกใบ โลกใบที่เราจะลืมความเครียด ความกังวลใจ หรือปัญหาที่พบในแต่ละวัน จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีเสริมสร้างความรู้สึกดี ๆ และทำให้เรานอนหลับพักผ่อนได้ดียิ่งขึ้น 2. มีความคิดสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น รู้หรือไม่? การอ่านหนังสือทำให้เรามีความคิดสร้างสรรค์ และมีความกระตือรือร้นในการทำงาน หรือสิ่งที่อยากทำมากขึ้น เนื่องจากการอ่านหนังสือเหมือนการมองโลกด้วยแว่นตาที่แตกต่างออกไป การอ่านหนังสือ จึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจในการทำสิ่งใหม่ ๆ ที่ดี 3. สมาธิดีขึ้น จดจ่อกับสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น การใช้งานโทรศัพท์มือถือ และโซเชียลมีเดียตลอดทั้งวัน ทำให้เราเสียสมาธิในการจดจ่อกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ การอ่านหนังสือก่อนนอนจะเสมือนเป็นการบังคับให้เรามีกระบวนการรับข้อมูลโดยไม่เห็นภาพเหมือนในมือถือ ทำให้เราได้ฝึกสมอง และส่งผลให้มีสมาธิมากที่ดีมากขึ้น 4. เห็นอกเห็นใจคนอื่นมากขึ้น การอ่านหนังสือ (โดยเฉพาะนิยาย หรือหนังสือที่มีคำบรรยายมาก ๆ) …

เคล็ด(ไม่)ลับ สุขกายสบายใจ: อ่านหนังสือก่อนนอน มีประโยชน์อย่างไร? Read More »

ไขข้อสงสัย: กินอาหารอุ่นด้วยไมโคเวฟบ่อย ๆ อันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ ?

เนื่องจากวิถีชีวิตของเราเปลี่ยนแปลง จะทำอะไรก็ต้องรีบเร่งไปเสียหมด การรับประทานอาหารสำเร็จรูป โดยการอุ่นร้อนด้วยเตาไมโครเวฟ จึงกลายเป็นเรื่องปกติที่ใครหลายคนทำ การกินอาหารอุ่นด้วยเตาไมโครเวฟเป็นประจำนั้น อันตรายหรือไม่ วันนี้คลินิกเวชกรรมใกล้บ้านใกล้ใจของเรา มีคำตอบมาแบ่งปันให้ทุกคนในชุมชนแล้ว ! กินอาหารอุ่นด้วยเตาไมโครเวฟ “ไม่อันตราย” อาหารที่อุ่นจากเตาไมโครเวฟ มักจะเป็นอาหารจำพวกแช่เย็น หรือแช่แข็ง และเราก็จะนำมาอุ่นในเตาไมโครเวฟให้ร้อนอีกครั้งก่อนรับประทาน ซึ่งภาชนะที่ใช้ใส่อาหารเหล่านี้เป็นภาชนะชนิดใช้ครั้งเดียว ที่สามารถใช้ในเตาไมโครเวฟได้  การอุ่นอาหารด้วยไมโครเวฟนั้นจะทำให้อนุภาคของน้ำในอาหาร เกิดการสั่นสะเทือนขึ้น เกิดเป็นความร้อนและเดือดขึ้นมา โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอาหาร จึงไม่ได้ทำให้เกิดสารพิษ หรือก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย “อันตราย” เกิดจากการเก็บอาหารในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม แม้ว่าการรับประทานอาหารอุ่นด้วยเตาไมโครเวฟบ่อย ๆ จะไม่อันตราย แต่ก็มีประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ อันตรายจากการกินอาหารเหล่านี้ อาจเกิดจากการเก็บรักษาอาหารในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากอาหารแช่เย็น และแช่แข็งเป็นการใช้อุณหภูมิชะลอการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ถ้าการเก็บหรือการเคลื่อนย้ายไม่ถูกต้องก็จะทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตขึ้น อาหารเสียก่อนวันที่ควรบริโภคก่อน อาจเป็นเหตุให้เกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารได้ ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)